ชนเผ่าอาข่า

อ่าข่าเป็นชนกลุ่มๆ หนึ่ง ที่ใช้ชื่อเรียกชนกลุ่มตนเองว่าอ่าข่า ในประเทศจีนเรียกว่าฮานีหรือโวน อ่าข่าสามารถแยกศัพท์ได้ดังนี้ อ่า แปลว่าชื้น ข่า แปลว่าไกล ความหมายของคำว่าอ่าข่าคือ ห่างไกลความชื้น อ่าข่าชื่อนี้มาจากความเชื่อที่ว่า ถ้าอยู่ใกล้แม่น้ำมีโรคภัยไข้เจ็บมาก และจากตำนานของอ่าข่าที่เล่าสู่รุ่นหลังมา กล่าวว่า กาลครั้งหนึ่งอ่าข่าได้เสียชีวิตไปมาก เนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำ ซึ่งอ่าข่าเรียกโรคนี้ว่า มี้หิ โรคนี้อาจตรงกับโรคอหิวาตกโรค หรือไข้มาลาเลียอย่างใดอย่างหนึ่ง จากตำนานและแนวความเชื่อมีผลต่อที่อยู่อาศัย อ่าข่าจึงมักอยู่ดอยสูงๆ อาศัยอยู่เฉพาะในทวีปเอเชีย ประกอบด้วยประเทศต่างๆ ดังนี้ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และประเทศจีน ตามตำนานเล่าขานกันมาเดิมอ่าข่าอาศัยอยู่จีนเป็นแผ่นดินใหญ่ หรือที่อ่าข่าเรียกว่าดินแดน จ่าแตหมี่ฉ่า จากคำบอกเล่าพบว่าชนเผ่าอ่าข่าได้อพยพสู่ดินแดนต่างๆ เพราะปัญหาการเมืองในประเทศจีน สำหรับการเข้ามาสู่ประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี พ . ศ .2435 โดยมีเส้นทาง 2 สาย คือ สายแรกอพยพจากประเทศพม่าสู่ประเทศไทย เข้ามาครั้งแรกในเขตอำเภอแม่จัน หมู่บ้านพญาไพร ( ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง ) โดยการนำของ หู่ลอง จูเปาะ และหู่ซ้อง จูเปาะ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ได้เข้าในเขตดอยตุง เส้นทางที่สอง ได้อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยผ่านรอยตะเข็บของประเทศพม่าและลาว เข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ปัจจุบันอ่าข่าได้กระจ่ายอยู่ในเขตจังหวัดภาคเหนือ 5 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ตาก แพร่ และคาดได้มีอ่าข่าบางส่วนได้อพยพไปอยู่จังหวัดน่าน พิษณุโลก และหลายจังหวัดของประเทศไทย เพราะไปใช้แรงงานในจังหวัดดังกล่าว อย่างไรก็ตามจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าอ่าข่าให้ความกระจ่างว่าอ่าข่าประเทศไทยส่วนมากอพยพมาจากเชียงตุงของพม่า เข้ามาและปักหลักแหล่งครั้งแรกที่บ้านดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผู้นำรุ่นแรกที่เข้ามาในประเทศไทยคือนายแสน อุ่นเรือน ส่วนญาติพี่น้องได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านต่างๆ เช่นบ้านแสนใจพัฒนา ผาหมี และแสนเจริญเก่า ในประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 8 กลุ่ม ดังนี้

อู่โล้อ่าข่า

อู่โล้อ่าข่า หรืออ่าข่าไทย เป็นกลุ่มอ่าข่าที่เข้ามาประเทศไทยเป็นกลุ่มแรก เข้ามาทางภาคเหนือของประเทศไทย เช่นเข้ามาที่ดอยตุง แม่ฟ้าหลวง กลุ่มนี้มีมากที่สุดในจังหวัดเชียงราย กระจายไปสู่จังหวัดอื่นๆ เช่นเชียงใหม่ จากการศึกษาพบว่าหมู่บ้านอู่โล้อ่าข่า ซึ่งเป็นที่รู้จักและแพร่หลาย และมีโอกาสได้รับการพัฒนาจากรัฐบาลไทย มี 2 ชุมชน คือ บ้านอ่าข่าดอยแสนใจ อำเภอแม่ฟ้าหลวง และบ้านอ่าข่าดอยสะโง้ะ อำเภอเชียงแสน ซึ่งสองชุมชนนี้เป็นชุมชนอ่าข่าอู่โล้ที่ได้มาตั้งยาวนานหลายชั่วอายุคน สาเหตุที่ต้องเรียกกลุ่มนี้ว่า อูโล้ หมายถึง หมวกหัวแหลม สามารถแยกคำได้คือ อู่ ย่อมาจากคำว่า อู่ดู่ หมายถึงหัว โล้ หมายถึงกลมแหลมสูง เป็นการตั้งชื่อกลุ่มตามลักษณะการใส่หมวก ซึ่งกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มที่เด่นที่สุดในการใส่หมวกอ่าข่า

ประชากรอู่โล้อ่าข่าเป็นกลุ่มอ่าข่าที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีประชากรรวมราวประมาณ 32,500 คน กระจ่ายอยู่ 5 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ และตาก ศาสนาและความเชื่อ อู่โล้อ่าข่า ส่วนมากยังนับถือประเพณีดั้งเดิมอยู่ กราบเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ และบางส่วนได้หันไปนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หมู่บ้านอ่าข่าอู้โล้ที่มีประชากรมากที่สุดคือบ้านแสนเจริญเก่า ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในส่วนภาษาพูดที่กลุ่มอู่โล้ใช้ ถือเป็นภาษาที่มาตรฐานและเป็นกลางในการสื่อสารกันกับอ่าข่าประเภทอื่นๆ ทั่วไป

ลอมี้อ่าข่า

การที่คนอ่าข่ากลุ่มนี้ได้ชื่อว่า “ ลอมี้อ่าข่า ” เพราะตอนอยู่ประเทศพม่าในเขตเชียงตุง ได้อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ที่มีชื่อว่า “ ม่อนดอยหมี ” หรือเรียกเป็นภาษาอ่าข่าว่า “ ม่าหล่าก่อจ่อ ” ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยหมีหรือเรียกเป็นภาษาอ่าข่าว่า “ ฮ่าฮุ้ม ” ในหมู่บ้านม่อนดอยหมีนี้มีชนเผ่าอาศัยอยู่หลายเผ่า เช่น ไทใหญ่ จีน ลาหู่ และอ่าข่า คนอ่าข่ามีจำนวนครัวเรือนในชุมชนนี้มากกว่าหนึ่งพันครอบครัว แต่ด้วยสำเนียงและการเรียกที่ม่อนดอยหมีไม่ชัดเจนจึงเรียกเพี้ยนมาเป็นดอยลอมี้ ต่อมาได้มีกลุ่มคนจีนที่มีชื่อว่า “ แชแลกวาง ” มาตั้งฐานทัพใกล้กับดอยที่อ่าข่ากลุ่มนี้อาศัยอยู่ ต่อมาฐานทัพจีนถูกตีแตกโดยทหารพม่าและไทใหญ่ที่เข้ามาจากเชียงตุง ทำให้อ่าข่ากลุ่มนี้แตกและอพยพหนีสงครามลงมา ในปีม้า หรือเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ กระจายออกมาทางเชียงตุง

ต่อมาอ่าข่ากลุ่มนี้ได้เข้ามาในเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ในเขตอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย บริเวณบ้านพญาไพร่ลิทู่ (ปัจจุบันบ้านพญาไพรเล่ามาและลิทู่อยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพราะได้แยกเป็นกิ่งอำเภอจากอำเภอแม่จัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้ยกสถานะเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙) และได้ตั้งชุมชนหมู่บ้านพญาไพรเล่ามา เมื่อได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยอ่าข่ากลุ่มอื่น ๆ เช่น เปี๊ยะอ่าข่า อู่โล้อ่าข่า มักเรียกอ่าข่ากลุ่มนี้ว่า ลอมี้อ่าข่า ซึ่งเรียกตามถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมตอนอยู่ในประเทศพม่ามาเป็นชื่อกลุ่มอ่าข่ากลุ่มนี้

ผะหมี้อ่าข่า

กลุ่มผะหมี้อ่าข่าถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอ่าข่าที่ได้ถูกจำแนกประเภทจากด้านภูมิศาสตร์จากที่อยู่อาศัย ในเมืองไทยมีชื่อเรียกอ่าข่ากลุ่มนี้หลายชื่อ เช่น หละบื่ออ่าข่า หรืออ่าข่าจีน แต่ในประเทศจีนและประเทศพม่า อ่าข่ากลุ่มนี้เรียกตนเองว่า “ อู่เบี่ยะอ่าข่า ” แปลเป็นไทยว่ากลุ่มอ่าข่าที่ใส่หมวกแบนเพราะลักษณะการใส่หมวกแบนออกสองข้างหัว ในประเทศจีนเรียกกลุ่มอ่าข่านี้ว่า “ หม่อโป๊ะกู่ ” แปลว่าอ่าข่ากลุ่มที่มีตระกูลหม่อโป๊ะ บรรดากลุ่มอ่าข่าด้วยกันยอมรับอ่าข่ากลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการค้าขาย หากจะกล่าวว่าเป็นกลุ่มอ่าข่าที่เป็นพ่อค้าคงไม่ผิด จากลักษณะนิสัยชอบค้าขาย ทำงานขยันขันแข็ง หนักเบาเอาสู้ ในเมืองไทยอ่าข่ากลุ่มนี้นิยมส่งลูกหลานเรียนภาษาจีนและส่งไปทำงานในประเทศไต้หวัน

ผะหมี้อ่าข่าที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยเป็นชุมชนใหม่ มีเพียงจังหวัดเชียงรายและบางส่วนอพยพกระจายไปอยู่ที่จังหวัดตาก ที่เชียงรายประกอบไปด้วยชุมชนบ้านผาหมี บ้านผาฮี้ บ้านกิ่วสะไตเหนือและใต้ บ้านหล่อชา และบ้านแม่จันใต้ ส่วนที่จังหวัดตากอยู่ที่บ้านร่มเกล้าสหมิตร

การเรียกชื่อกลุ่มผะหมี้อ่าข่า

ความเป็นมาเกี่ยวกับการเรียกชื่อของกลุ่มผะหมี้อ่าข่าน่าสนใจเพราะการเรียกชื่อกลุ่มผะหมี้อ่าข่ามีหลายชื่อ มีตำราหรือหนังสือบางเล่มได้เขียนไว้ว่า ชื่อกลุ่มผะหมี้อ่าข่าเกิดจากการเรียกชื่อดอยภูเขาหิน มีหน้าผากว้างเป็นที่อยู่อาศัยของหมี ในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แต่ความเป็นจริงการเรียกชื่อผะหมี้อ่าข่าไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย จากการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ของกลุ่มคนผะหมี้เอง ชื่อกลุ่มผะหมี้อ่าข่านั้นเกิดจากชนเผ่าอ่าข่ากลุ่มนี้ที่อพยพจากประเทศจีนเข้ามาประเทศพม่าแล้วเคยอาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นถ้ำหมี เมื่อไปอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นจึงถูกขนานนามว่าอ่าข่าถ้ำหมี แต่ถูกเรียกเพี้ยนไปเป็นผะหมี้
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาด้วยการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ เช่น อะบ๊ออาโซ หม่อโป๊ะกู่ จากบ้นผาหมี อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดและเป็นแกนนำคนหนึ่งในการพากลุ่มผะหมี้อ่าข่าเข้ามาในประเทศไทย ได้ยืนยันถึงความเป็นมาของการจำแนกกลุ่มผะหมี้อ่าข่าว่า มาจาก “ ถ้ำหมี ” ซึ่งในบริเวณหน้าผามีถ้ำและหมีอาศัยอยู่ในบริเวณนี้จำนวนมาก การเรียกชื่อกลุ่มผาหมีอ่าข่าเกิดขึ้นตอนอยู่ในประเทศพม่า ต่อมาจากถ้ำหมีอ่าข่าถูกเรียกเพี้ยนไปเป็นผะหมี้อ่าข่าจนถึงปัจจุบัน

หน่าค๊าอ่าข่า

หากกล่าวถึงกลุ่มอ่าข่า ผู้คนส่วนใหญ่มักนึกถึงกลุ่มอู่โล้อ่าข่าที่ใส่หมวกแหลม ๆ ตั้งฉากลักษณะตรง เพราะกลุ่มอ่าข่านี้มีจำนวนมากและมักพบได้ทั่วไปในเขตภาคเหนือของประเทศไทย แต่ยังมีกลุ่มอ่าข่าอีกหลายกลุ่มยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อาจด้วยจำนวนประชากรน้อย ลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ขี้อาย หรือแม้กระทั่งการปกปิดตัว อย่างไรก็ตามในประเทศไทยในปัจจุบันมีกลุ่มอ่าข่าอยู่มากถึง ๘ กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีที่มาเหมือนกันนั่นคือมีบรรพชนเริ่มจาก “ จึ ” แต่ด้วยเหตุผลใดยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงความต่างของอ่าข่ากลุ่มเหล่านี้ มีความต่างในด้านภาษา ความเชื่อ การแต่งกาย ตลอดถึงพิธีกรรมบางอย่าง การเรียกชื่อแต่ละกลุ่มจึงมีความต่างกันไป บางส่วนก็ตามชื่อผู้นำ ชื่อที่อยู่อาศัยเดิม ลักษณะการแต่งกายและตามการแยกสายบรรพชนของอ่าข่า

หน่าค๊าอ่าข่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอ่าข่าในประไทยที่ทั้งหมดอาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ที่มาของการเรียกชื่ออ่าข่ากลุ่มนี้ว่า “ หน่าค๊าอ่าข่า ” เนื่องจากชื่อนี้เป็นชื่อแม่น้ำเดิมที่เคยอาศัยตอนอยู่ในประเทศพม่าในบริเวณลุ่มแม่น้ำหน่าค๊า เมื่ออ่าข่ากลุ่มนี้ไปอาศัยในบริเวณนั้น ก็ได้ชื่อว่า หน่าค๊าอ่าข่าตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน

เปี๊ยะอ่าข่า

ปกติอ่าข่ากลุ่มนี้เรียกตนเองว่าอู่โล้ด้วยเพราะการแต่งกายมีหมวกแหลม ลักษณะตั้งฉากตรง และเป็นหนึ่งในสามกลุ่มอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่มีลักษณะการใส่หมวกแหลม นอกเหนือจากอ้าจ้อ และอู่โล้ โดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มอู่โล้อ่าข่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการเย็บผ้า ลายเย็บผ้า คำพูด สำเนียง การประกอบพิธีกรรมฯลฯ อาจมีความต่างในบางจุด เช่น หมวกที่สั้นกว่ากลุ่มอู่โล้อ่าข่า อ่าข่ากลุ่มนี้ หากนับจาก จึ หรือการร่ายชื่อบรรพบุรุษแยกจากจอเจ่อ เจ่อเหว่ย เช่นเดียวกันกับอู่โล้ , ลอเมี๊ยะ การที่อ่าข่ากลุ่มนี้ได้ชื่อว่าเปี๊ยะอ่าข่า เพราะผู้นำที่นำชนกลุ่มนี้ มีตำแหน่งสมัยอยู่ในดินแดนไทยใหญ่เป็น “ เปี๊ยะ หรือพญา ” อ่าข่าที่เข้ามาในเมืองไทย เกือบทั้งหมดมาทางสายเจ่อเหว่ย จะมีเพียงอ้าจ้าอ่าข่าเท่านั้นที่มาทางเจ่อจ้อ

เปี๊ยะอ่าข่า คือคำนำหน้าที่กลุ่มอ่าข่าได้ขนานนามตามชื่อผู้นำสมัยก่อน โดยดูจากความแตกต่างและสำเนียง ผู้นำเปี๊ยะมีชื่อเป็นภาษาอ่าข่าว่า “ อ้าผ่า ” เมื่อตำแหน่งและชื่อมารวมกันจึงเป็นเปี๊ยะอ้าผ่า ต่อมามีการเรียกชื่อเพี้ยน และมีการแปลชื่อเปี๊ยะ ซึ่งแปลว่าพญา กับคำเพี้ยนอ้าผ่ากลายเป็นไพร เมื่อรวมกันจึงเป็น “ พญาไพร ” เป็นที่มาของกลุ่มอ่าข่าเปี๊ยะและบ้านพญาไพร ปัจจุบันพญาไพรได้มาเป็นชื่อชุมชน และมีหลายหมู่บ้าน เช่นบ้านพญาไพรลิทู่ บ้านพญาไพรเล่ามา บ้านพญาไพรเล่าจอฯลฯ หมู่บ้านดั้งเดิมที่เปี๊ยะอ้าผ่ามาอยู่พร้อมบริวารคือหมู่บ้านพญาไพรลิทู่ เปี๊ยะ อ้าผ่า มีนามสกุลเป็นแบบอ่าข่าคือมาเยอะตะห่อง

อ้าเค้ออ่าข่า

เป็นกลุ่มอ่าข่าหนึ่งที่เดินทางมาจากประเทศจีนบริเวณสิบสองปันนา ก่อนเข้าสู่ประเทศพม่าในบริเวณเมืองลา และอพยพกระจายไปอยู่ในเชียงตุง ท่าขี้เหล็กและเข้ามาในเขตไทย ปัจจุบันอ้าเค้ออ่าข่ามีจำนวนมากที่ประเทศพม่า บริเวณตั้งแต่เมืองลาลงไปเมืองว้า เมืองยอง และมีจำนวนหนึ่งหนีเข้ามาประเทศไทย จากการศึกษาไม่พบว่าอ้าเค้ออ่าข่าอาศัยอยู่ในลาว และเวียดนาม การที่กลุ่มอ้าเค้ออ่าข่ามีชื่อกลุ่มแบบนี้เพราะการถูกรุกไล่จากชนชาติอื่นๆ จากการบอกเล่าของพิ้มาเน่วส่อ ก๊อคือ แห่งบ้านอ้าเค้อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย พิ้มาเล่าว่า อ้าเค้อเป็นกลุ่มคนอ่าข่ากลุ่มเดียวที่เข้ามาและมีอยู่ในประเทศไทย แต่เดิมอ้าเค้อใช้ชื่อเรียกตนเองว่า “ อ่อเจยอก๊อคื้อ ” หรือ “ ก๊อคื้ออ่าข่า ” จากการศึกษาการขนานนามของกลุ่มอ่าข่าต่างๆ มักใช้ว่า “ หญ่า ญี่ ” ยกเว้นกลุ่มอ้าเค้ออ่าข่าที่ใช้เรียกว่าอ่อเจยอก๊อคื้อ และชื่ออ้าเค้อมาเกิดขึ้นที่สิบสองปันนาจากการถูกรุกไล่จากชนชาติจีน ไล่อ่าข่ากลุ่มนี้เป็นภาษาจีนว่า “ เขอ ” ซึ่งแปลว่าไป และชนชาติไทยลื้อได้ถามคนอ่าข่ากลุ่มนี้ว่าไปไหน และอ่าข่ากลุ่มนี้ได้ตอบว่า กลุ่มจีนไล่ว่าเขอจึงหนีมา ชนชาติไทยลื้อจึงเรียกอ่าข่ากลุ่มนี้ว่า อ่าข่า “ เขอ ”

เมื่ออพยพเข้ามาในประเทศพม่า อ่าข่ากลุ่มอื่น ๆ ที่เข้ามาก่อนหน้านั้นได้เห็นการแต่งกาย ภาษา และพิธีกรรมที่ต่างจากอ่าข่าทั่วไป และเห็นคนไทยลื้อและไทใหญ่เรียกอ่าข่ากลุ่มนี้ว่าชนเผ่าเขอ จึงเรียกอ่าข่าตามนี้ว่า “ เขออ่าข่า ” และต่อมาได้ถูกเรียกเพี้ยนเป็น “ อ้าเค้ออ่าข่า ” และเรียกมาจนปัจจุบัน

การร่ายชื่อบรรพบุรุษของกลุ่มอ้าเค้ออ่าข่าในเมืองไทยและทั่วโลกแตกต่างจากอ่าข่ากลุ่มอื่น ๆ แต่มีจุดเริ่มต้นที่เดียวกันนั้นคือ “ ซุ้มมิโอ ” จากซุ้มมิโอร่ายมาถึง จาเท่อสี่ แต่ของกลุ่มอ้าเค้อเป็นจาเท่อลี้ อีกจุดหนึ่งตรงที่ ลี้ภูแบ แล้วกระโดดข้ามเป็นอูหย่าโย่ ต่างจากอ่าข่าทั่วไปที่มักร่ายเป็นลี้ภูแบ ภูแบอู แล้วมาอูโย่หย่า ชื่อบรรพชนของกลุ่มอ้าเค้ออ่าข่า จึงหายช่วง “ ภูแบอู ” และมาสลับกันตรง อูหย่าโย่ กับ อูโย่หย่า อีกที ต่อมามาแยกตระกูลใหญ่ตรง เท่อเผอะ กลุ่มอ่าข่าทั้งหมดในเมืองไทยมาทางเท่อเผอะเม้อง แต่อ้าเค้ออ่าข่ามาทางเท่อเผอะโช้ย เท่อเผอะเสาะ เท่อเผอะฮื้อ การที่กลุ่มอ้าเค้ออ่าข่ามีภาษา การแต่งกาย ตลอดถึงวัฒนธรรมหลายอย่างต่างจากกลุ่มอ่าข่าทั่วไปเพราะกลุ่มอ่าข่าแยกสายสัมพันธ์ในด้านจึ ห่างจากกลุ่มอ่าข่าอื่น ๆ มาก ทำให้ภาษา การแต่งกายและอื่น ๆ ห่างเหินจากกลุ่มอ่าข่าอื่น ๆ ตามไปด้วย

อ้าจ้ออ่าข่า

การเรียกชื่อกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่มอ้าจ้อเพราะว่าตามหลักการนับชื่อบรรพชนอ่าข่า หรือที่เรียกเป็นภาษาอ่าข่าว่า “ จึ ” เป็นลูกหลานของ จ้อเปอะ การเรียกชื่อกลุ่มนี้ว่าอ้าจ้อ เป็นคำเก่าแก่ที่เรียกตั้งแต่สมัยอยู่ประเทศจีน ปัจจุบันทั้งในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว และเวียดนามก็เรียกกลุ่มนี้ว่า อ้าจ้อ การที่มีคนเข้าใจว่าการเรียกขนานนามกลุ่มอ่าข่านี้ว่า อ้าจ้อ ย่อมาจากคำว่า อ้ามาจากอ่าข่า จ้อมาจากย่อจ้อ ซึ่งแปลว่ากลุ่มอ่าข่าที่กลายพันธุ์ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความเข้าใจผิด ไม่เป็นความจริง การนับถือบรรพชนของคนอ่าข่ากลุ่มนี้ สามารถนับได้ เจ้อเจ่อ , เจ่อจ้อ , จ้อเปอะ , เปอะจื่อ , จื่อลุ่ม , ลุ่มแอ , เมื่อมาถึงลุ่มแอ มีพี่น้องอีกคน นั้นคือลุ่มแต วันนี้กลุ่มอ่าข่ากลุ่มนี้จึงมีนามสกุลเป็นลุ่มแอ กับลุ่มแต ซึ่งลุ่มแอกับลุ่มแตเป็นพี่น้องกัน และประชากรที่อยู่ในเมืองไทยเป็นเหลนของเจ่อจ้อ สืบต่อ ๆกันมาเป็นรุ่นที่ห้า

อู่พีอ่าข่า

การแบ่งกลุ่มประเภทของคนอ่าข่า เกิดจากหลายสาเหตุ และหนึ่งในเหตุผลหลักคือการแต่งกายของผู้หญิง จากเครื่องประดับ ความสวยงามและลักษณะทรงหมวก เป็นที่มาของการแบ่งกลุ่มที่หลากหลายในปัจจุบัน การจำแนกกลุ่มอ่าข่าด้วยปัจจัยการแต่งกาย ไม่พบว่าคนอ่าข่าเคยแบ่งกลุ่มเพราะความต่างจากเครื่องแต่งกายของผู้ชาย แต่จะพบหลายกลุ่มที่แบ่งตามความต่างการแต่งกายของผู้หญิงที่มีความโดดเด่น สวยงาม และเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องประดับทั้งขนสัตว์และเครื่องเงิน

อู่พีอ่าข่าเป็นกลุ่มอ่าข่าที่ถูกแบ่งเพราะการแต่งกายต่างจากกลุ่มอ่าข่าอื่น หากมองเพียงข้างหน้าหมวกที่ผู้หญิงอ่าข่ากลุ่มนี้ประดับ ก็อาจเข้าใจว่าเป็นลอเมี๊ยะอ่าข่า เพราะมีความเหมือนกับการแต่งกายของคนอ่าข่าลอเมี๊ยะมาก กล่าวคือมีลูกต้มกลมห้อยเรียงลงมาเหมือนกัน แต่หากมองและสังเกตอย่างละเอียดจะพบว่า มีหลายจุดที่ต่างกัน เช่น หมวกด้านหลังของกลุ่มลอเมี๊ยะมีแผ่นเงินในลักษณะตรง ขณะที่กลุ่มอู่พีอ่าข่ามีหมวกแหลมกลมข้างหลังห้อยลงบริเวณคอ

                    

ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s